ตลาดการเงินในวันนี้มีสัญญาณความผันผวน โดยดัชนีความกลัวและความโลภอยู่ที่ระดับ 61 (โลภ) สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงมีอยู่ แต่ก็ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาด
หุ้นไทยและเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยเผชิญความผันผวนจากประเด็นภาษีการบินที่ภาคโรงแรมกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้ การแข่งขันเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมก็เป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนถึงความสำคัญของการบริหารกองทุนขนาดใหญ่ ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียยังไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงในส่วนนี้
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.16% โดยมีแรงหนุนจากกลุ่มสาธารณูปโภคที่บวกถึง 3.97% และกลุ่มพลังงานที่ปรับขึ้น 3.6% ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.52% การปรับตัวขึ้นของกลุ่มสาธารณูปโภคสะท้อนถึงการย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่มองว่ามีความมั่นคงในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน ขณะที่กลุ่มพลังงานได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนตลาดหุ้นยุโรปยังไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงในส่วนนี้
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 1.17% ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่บวกขึ้น 2.71% ทำให้ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจ ประกอบกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ที่ทรงตัว ไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก จึงช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำ
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญความผันผวนและแรงกดดันจากข่าวลบหลายประการ โดยมีรายงานว่าหุ้นของบริษัท Cerebras ร่วงต่ำกว่าราคา IPO ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องการประเมินมูลค่า นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม Papertrade ถูกกล่าวหาว่าปั่นราคา Oracle ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม และยังมีรายงานว่าสหรัฐฯ มีการถือครองคริปโตลดลงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลง อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลราคาคริปโตล่าสุดในวันนี้
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
กระแสเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง โดยหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น 1.16% น้ำมัน WTI แข็งแกร่งที่สุดด้วยการบวก 2.71% สะท้อนว่านักลงทุนยังคงมองหาผลตอบแทนในกลุ่มพลังงาน ขณะที่ทองคำก็ยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยปรับตัวขึ้น 1.17% ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0.45% ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาค
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ ตลาดจับตาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น สอดคล้องกับราคาน้ำมัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
