ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ในวันนี้เคลื่อนไหวในทิศทางที่หลากหลาย โดยหุ้นสหรัฐฯ และทองคำปรับตัวขึ้น ขณะที่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยมีปัจจัยจากความกังวลทางการเมืองและทิศทางอัตราดอกเบี้ยเข้ามามีบทบาทสำคัญ
หุ้นไทยและเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 5.67 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารและโรงกลั่น ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มล็อคกำไรหลังราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียยังคงมีความผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากสัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และกดดันตลาดหุ้นโดยรวม
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวบวกได้เล็กน้อยที่ 1.16% อย่างไรก็ตาม กลุ่มเทคโนโลยีกลับอ่อนแรงลง โดยปรับตัวลดลง 0.52% สะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภค ปรับตัวขึ้นโดดเด่นถึง 3.97% ตามมาด้วยกลุ่มพลังงานที่บวก 3.6% และกลุ่มสินค้าจำเป็นที่บวก 3.6% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการไหลเข้าของเงินทุนไปยังกลุ่ม Defensive และ Commodity ที่มีความปลอดภัยมากกว่า ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีปรับตัวลดลง
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 1.17% ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งสูงขึ้น 2.49% รวมถึงปัจจัยด้านความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนยังคงเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาค
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดย Bitcoin (BTC) ปรับตัวลดลงถึง 3.59% สวนทางกับสินทรัพย์อื่นๆ ที่ปรับตัวขึ้น นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงออกมา แม้จะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เช่น การที่ Strive เข้าซื้อ Bitcoin จำนวน 638 BTC ด้วยหุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งบ่งชี้ว่าสถาบันการเงินบางส่วนยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 0.45% ขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างชัดเจน โดยกลุ่มสาธารณูปโภค พลังงาน และสินค้าจำเป็น ปรับตัวขึ้นโดดเด่น สะท้อนการย้ายเงินทุนออกจากกลุ่มที่เน้นการเติบโต (Growth) และกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ไปยังกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่า
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก
