ตลาดหุ้นทั่วโลกและไทยในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เกิดการย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น.
หุ้นไทยและเอเชีย
ดัชนี SET ของไทยปิดตลาดในวันนี้ปรับตัวลดลง 5.67 จุด โดยมีแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารและโรงกลั่น ขณะที่ภาพรวมตลาดเอเชียยังคงมีความผันผวน นักลงทุนมีการโยกย้ายเงินลงทุน โดยกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.97% กลุ่มพลังงานบวก 3.6% และกลุ่มสินค้าจำเป็นบวก 3.6% ซึ่งสะท้อนถึงการลดความเสี่ยงของนักลงทุน ในทางกลับกัน กลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง 0.52% และกลุ่มอุตสาหกรรมลบ 0.41% แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.16% ในภาพรวม ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่เปิดรับความเสี่ยงในบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม กลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงขาย ปรับตัวลดลง 0.52% ในขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจและปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3.97% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในตลาดเอเชียที่เน้นสินทรัพย์ปลอดภัย
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.17% ในวันนี้ ได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ปรับขึ้น 0.45% ได้กดดันราคาทองคำทางอ้อม ในขณะเดียวกัน พันธบัตรระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.65% ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในวันนี้เผชิญกับแรงขาย โดย Bitcoin (BTC) ปรับตัวลดลง 3.24% ซึ่งสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม มีเหรียญ Aerodrome ที่ปรับตัวโดดเด่น โดยราคาพุ่งขึ้น 48% ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา และสามารถทำผลงานได้ดีกว่า Bitcoin และ Ether
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
กระแสเงินทุนในวันนี้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยกลุ่มสาธารณูปโภค พลังงาน และสินค้าจำเป็น ได้รับแรงซื้ออย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมถูกขายทำกำไร สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีการแข็งค่าขึ้น 0.45% ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะทองคำที่ปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่น้ำมัน WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.71% และคริปโต Bitcoin ปรับตัวลดลง
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ยังไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในปฏิทินเศรษฐกิจเร็ว ๆ นี้ นักลงทุนยังคงจับตาดูสัญญาณอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดในอนาคต
