ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงขายในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยดัชนีส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง สอดคล้องกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ เช่น หุ้น ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี นักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและโยกย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
หุ้นไทยและเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง โดยอาจได้รับแรงกดดันจากภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ติดลบ อย่างไรก็ตาม มีข่าวการลงทุนของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่เตรียมทุ่มงบประมาณ 1.52 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการบิน (Hub) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ การดำเนินการของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ดี อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในบางมิติ
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง -1.19% ซึ่งสวนทางกับการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับขึ้น +0.95% บ่งชี้ถึงกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้น นอกจากนี้ ข่าวการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน อาจสร้างความกังวลให้กับตลาดในภาพรวม ขณะที่นักกลยุทธ์บางส่วนมองว่าพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทน 5.25% น่าสนใจ ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจากที่เคยแสดงความไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ปี 2020
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง -4.29% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ +0.95% สะท้อนถึงการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน ปัจจัยกดดันเพิ่มเติมมาจากข่าวการยืนยันของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการไม่ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งแม้จะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมัน แต่กลับเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำต่อไป
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงขายและปรับตัวลดลง -0.96% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ดิจิทัล นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากกว่า นอกจากนี้ ข่าวการคาดการณ์ราคา Bitcoin ที่ $2 ในปี 2028 โดย Standard Chartered ยังไม่ได้รับการยืนยันจากสำนักอื่น ทำให้ตลาดรอความชัดเจนเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มราคาในระยะยาว
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น +0.95% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ทั้งหุ้นสหรัฐฯ (-1.19%), คริปโตเคอร์เรนซี (-0.96%) และทองคำ (-4.29%) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการลดความเสี่ยงของนักลงทุน นอกจากนี้ สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (-1.67%), น้ำมัน WTI (-2.36%) และพันธบัตรระยะยาว (-4.31%) ก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ในส่วนของการหมุนเวียนของกลุ่มทุน พบว่ากลุ่มสุขภาพมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย +0.49% ขณะที่กลุ่มพลังงาน (-0.39%), อุตสาหกรรม (-0.67%), เทคโนโลยี (-0.9%), สินค้าจำเป็น (-1.06%), การเงิน (-1.44%), สื่อสาร (-1.81%), สาธารณูปโภค (-2.02%), อสังหาริมทรัพย์ (-2.73%), สินค้าฟุ่มเฟือย (-2.83%) และวัตถุดิบ (-2.83%) ปรับตัวลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงการปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในปฏิทินเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้ ตลาดจึงจับตาดูพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ เป็นหลัก
