ตลาดหุ้นทั่วโลกและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวในทิศทางผสมผสานในวันที่ 24 กันยายน 2569 โดยหุ้นสหรัฐฯ และคริปโตปรับตัวขึ้นได้ดี รับแรงซื้อที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่พันธบัตรและหุ้นกู้ปรับตัวลดลง สวนทางกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
หุ้นไทยและเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีความผันผวนตามทิศทางตลาดโลก โดยดัชนี SET100 มีการเคลื่อนไหวรายกลุ่มที่น่าสนใจ เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายภาครัฐในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชิป ซึ่งตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 5 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ตลาดโดยรวมยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต นอกจากนี้ การส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ทองคำ
ราคาทองคำอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในวันนี้ โดยได้รับแรงกดดันหลักจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่แตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ดึงดูดเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ และทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในวันนี้มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยราคา Bitcoin (BTC) ปรับตัวลดลง หลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จะมีแรงซื้อจาก Bitcoin ETF ที่เพิ่มขึ้นก็ตาม การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
กระแสเงินทุนในวันนี้แสดงให้เห็นถึงการไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.82% และคริปโตปรับตัวขึ้น 2.61% ซึ่งสวนทางกับการไหลออกจากพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (-0.52%) และหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (-0.41%) ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 0.88% ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เช่น ทองคำที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.29% และน้ำมัน WTI ที่ปรับตัวลง 2.05%
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ ตลาดจะยังคงจับตาดูทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ต่างๆ
