ตลาดการเงินในวันที่ 2 กันยายน 2569 เผชิญความผันผวน โดยดัชนีวัดความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ นโซนโลภ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น กดดันราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หุ้นไทยและเอเชีย
ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways โดยดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,570–1,600 จุด ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในระยะสั้นยังไม่ชัดเจน นักลงทุนรอทิศทางตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นโดดเด่นถึง +4.37% ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งขึ้น +8.24% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการและราคาหุ้นในกลุ่มนี้ ขณะที่กลุ่มเท โนโลยีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +1.05% อาจได้รับอานิสงส์จากการคาดการณ์ว่า Bitcoin อาจทดสอบระดับ $82,000 ในอนาคต ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าจำเป็น (-1.47%), สาธารณูปโภค (-1.73%), การเงิน (-1.9%), สื่อสาร (-2.03%), สุขภาพ (-2.07%), วัตถุดิบ (-2.82%), สินค้าฟุ่มเฟือย (-2.85%), อสังหาริมทรัพย์ (-2.91%) และอุตสาหกรรม (-3.18%) ปรับตัวลดลง
หุ้นสหรัฐและยุโรป
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -0.54% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยมีรายงานว่าสายการบินในยุโรปเตือนว่าราคาน้ำมันเครื่องบินอาจพุ่งแตะระดับ $140 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้ ทุนและกำไรของสายการบินในอนาคต กลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวมปรับตัวขึ้น +1.05% ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ในตลาดคริปโต
ทองคำ
ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น +0.97% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงสงคราม แต่แรงดึงดูดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นกลับมีน้ำหนักมากกว่า
คริปโต
ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดัน โดย Bitcoin (BTC) ปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาทองคำและตลาดหุ้น สภาพคล่องที่ตึงตัวในระบบอาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง เช่นเดียวกับตลาดคริปโต นอกจากนี้ ยังมีรายงานการถอน XRP จำนวน 500 ล้าน จาก Binance ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในฝั่งขาย
ค่าเงินและกระแสเงินทุน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น +0.97% ซึ่งกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ นักลงทุนอาจโยกเงินเข้าหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า กระแสเงินทุนไหลออกจากพันธบัตร ะยะยาว (-1.92%) และคริปโต (-1.96%) ไปยังน้ำมันดิบ WTI (+8.24%) ซึ่งสะท้อนการลดความเสี่ยงในสินทรัพย์ดิจิทัลและตราสารหนี้ระยะยาว แต่หันเข้าหาสินทรัพย์ที่อิงกับราคาโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ เงินยังไหลออกจากหุ้นสหรัฐฯ (-0.54%) และหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (-1.03%)
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ไม่มีนัดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ ตลาดการเงินยังคงจับตาทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ
