ประกาศทุกต้นเดือน (ช่วงวันทำการแรก ๆ ของเดือน) ซึ่งเร็วกว่าตัวเลขเศรษฐกิจทางการชุดอื่นอย่าง GDP หรือ CPI มาก จึงถูกมองเป็น "leading indicator" หรือดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ
เพราะ PMI มาจากการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริหารจริงและออกเร็วกว่าตัวเลขราชการอื่น ตลาดจึงใช้ PMI เป็นสัญญาณล่วงหน้าประเมินทิศทางเศรษฐกิจก่อนตัวเลขทางการชุดใหญ่จะออก หาก PMI สูงกว่าคาดหรือขยายตัวแรงต่อเนื่อง มักถูกตีความคล้ายเศรษฐกิจร้อนแรง เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนหาก PMI ต่ำกว่าคาดหรือหลุดระดับ 50 ลงมา มักสะท้อนว่าเศรษฐกิจภาคนั้นเริ่มชะลอตัวหรือหดตัว
| สินทรัพย์ | สูงกว่าคาด | ต่ำกว่าคาด |
| ทองคำ | มักผันผวน/กดดันเล็กน้อยจากมุมมองดอกเบี้ยสูงต่อ | มักปรับขึ้นหากสะท้อนเศรษฐกิจชะลอชัดเจน |
| หุ้น | มักปรับขึ้นระยะสั้นจากมุมมองเศรษฐกิจแกร่ง แต่ระวังกังวลเงินเฟ้อ | มักปรับลงหากหลุด 50 ชัดเจน (สะท้อนหดตัว) |
| คริปโต | มักผันผวนตามทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง | มักปรับลงหากตลาดตีความว่าเศรษฐกิจชะลอตัวแรง |
| ดอลลาร์ | มักแข็งค่าขึ้นตามมุมมองเศรษฐกิจแกร่ง | มักอ่อนค่าลงตามมุมมองเศรษฐกิจชะลอตัว |
ค่าเหนือ 50 หมายถึงภาคที่สำรวจ (การผลิตหรือบริการ) กำลังขยายตัวเทียบกับเดือนก่อนหน้า ค่าต่ำกว่า 50 หมายถึงกำลังหดตัว ยิ่งห่างจาก 50 มากยิ่งสะท้อนการขยาย/หดตัวที่รุนแรงขึ้น
ทั้งสองเป็นดัชนี PMI ที่จัดทำโดยคนละสถาบัน ใช้กลุ่มตัวอย่างและวิธีคำนวณที่แตกต่างกันเล็กน้อย ตลาดจึงมักติดตามทั้งสองชุดประกอบกันเพื่อยืนยันทิศทาง
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้น สหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก PMI ภาคบริการจึงมักมีน้ำหนักต่อภาพรวม GDP มากกว่าภาคการผลิต
PMI เป็นข้อมูลสำรวจความเชื่อมั่นแบบเรียลไทม์จากผู้บริหารที่ทำงานจริงในแต่ละภาคเศรษฐกิจ จึงออกเร็วกว่าตัวเลขราชการที่ต้องรวบรวมข้อมูลจริงและใช้เวลาประมวลผลนานกว่า